2005/Nov/03

เพื่อจะให้ตัวเอง ไม่บิดเบี้ยวมากจนเกินไป...

คนเรา เลยต้องหาทางระบายออก

เมื่อพูดออกมาไม่ได้

ก็ต้องแสดงออก ด้วยการกระทำ...


เริ่มจะกลายเป็นบล็อคที่มีแต่เรื่องเครียดๆซะแล้วซิ แต่เอาไว้ให้จบอันนี้ก่อน เราจะกลับไปเฮฮาปาร์ตี้กันแบบเดิม ดีมั้ยๆ ^ ^

ขอบคุณนะ ที่มาคอมเม้นท์ให้กำลังใจกัน แต่อยากให้ทุกคน อ่าน ด้วยความรู้สึกว่า มันเป็นเรื่องราวในอดีต ที่เกิดมานานมากแล้ว ซึ่ง ไม่มีผลกับปัจจุบัน หรือจะพูดง่ายๆว่า เราผ่านมันมาแล้ว ทุกวันนี้ก็โอเคแล้ว สนุกสนาน... แต่ก็ขอบคุณมาก ทำให้เราได้รู้ว่า สังคมนี้ ก็ยังมีคนที่หวังดีต่อมนุษย์ร่วมโลก (เอ้อ เว่อร์ไป)

เอาหละ มาว่ากันต่อ...

ยังจำได้ ว่าตอนนั้น แม่ทายาไปก็บ่นไป ก็เข้าใจ ว่าเค้าเป็นห่วง รู้อยู่ตลอดเวลา ว่าไม่มีพ่อแม่ที่ไหน ที่จะไม่รักลูกของตัวเอง ไม่ว่าจะเพศอะไรก็ตาม

แต่เพราะความที่ยังเป็นเด็กมากละมั้ง ทำให้ไม่เข้าใจ ไม่รับฟัง

หลังจากเรื่องคราวนั้น ก็ยังคงกลับบ้านมาบ้านพร้อมรอยฟกช้ำดำเขียว เหมือนเช่นเคย บางทีก็เลือดกบปากมาเหมือนกัน จนกระทั่ง ขึ้นป.3 แม่จับย้ายห้อง...อยากให้แยกออกมาจากกลุ่มผู้ชายที่เคยอยู่

แต่ก็ไม่สำเร็จ กลายเป็นว่า ยิ่งต่อต้านมากกว่าเก่าซะอีก แม้จะไม่ค่อยได้เจอกับเพื่อนแก๊งค์เดิม แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่พวกมันมาชวนไปมีเรื่อง ก็ยังคงไปกับเค้าอยู่เสมอ

และตอนป.3 นี่เอง ที่เกิดการตีกันครั้งใหญ่ของเด็กประถม (ดูแล้วน่าตลกจริงๆ)ครั้งนี้เอง ที่สร้างแผลเป็นบนแขนขวาที่แม้แต่ทุกวันนี้ก็ยังไม่จางหาย รอยที่โดนฟุตเหล็กเจาะเอา...

สุดท้าย เลยกลายเป็นว่า เข้ากับผู้หญิงไม่ค่อยจะได้ ย้ายห้องมา ก็มาสร้างแก๊งค์ใหม่ เพราะฉะนั้น พอขึ้นป.5 ก็เลยโดนแม่จับย้ายอีกรอบ

ตอนนั้น ถูกพวกเด็กผู้หญิง เรียกว่า ทอม บอกตรงๆ ว่าไม่เข้าใจเลยด้วยซ้ำว่าคำนี้มันหมายความอะไร ไม่ใส่ใจด้วยซ้ำ

แต่ทันทีที่ขึ้นชั้นป.6 มันเหมือนเป็นจุดหักเหครั้งใหญ่เลย เมื่อวันแรกของการเปิดเทอม มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งนั่งอยู่เงียบๆคนเดียว จะว่าไปแล้วก็เคยเห็นเธอมาตั้งแต่ตอนไปเข้าค่ายตอนป.5 แล้วแหละ เห็นเลยว่า ถูกเพื่อนรังแกยังไง ถูกเพื่อนในกลุ่มใช้งาน ตอนนั้นก็สงสารเลยหละ

พอลองเข้าไปคุย ถึงได้รู้ว่า เธอไม่เต็มใจหรอก ไม่ได้อยากคบกับเพื่อนกลุ่มนี้ แต่ไม่มีทางเลือก...

ตอนนั้นเอง ที่ตัดสินใจ ดึงเธอออกมา ด้วยคำพูดที่ว่า "มานั่งด้วยกันมั้ยล่ะ?"

เหลือเชื่อมาก เธอยิ้ม แบบ...บรรยายไม่ถูกเลย...

ทั้งๆที่เธอก็คงรู้อยู่แล้ว ว่าเราเป็นคนแบบไหน แต่ก็ยังยิ้มให้ ยอมตามมาง่ายๆแบบนี้...เป็นครั้งแรก...ที่ประทับใจในตัวคนอื่น...


แหะๆ ต่อคราวหน้าฮับพ้ม


edit @ 2005/11/07 12:34:00

2005/Nov/03

ถ้าให้โอกาสคุณ หนึ่งครั้งในชีวิต...

ให้คุณได้แก้ไขอดีตที่บิดเบี้ยว...

คุณจะเลือกแก้ไขตรงไหน?

ครั้งแรกที่ทะเลาะกับพ่อ?...ครั้งแรกที่เถียงแม่?...

แต่ถ้าเป็นฉัน...


ตัดสินใจอยู่นาน สุดท้าย ก็เอาเรื่องของตัวเองมาเล่าให้ฟัง เป็นอุทาหรณ์สำหรับคนที่มีลูก...รึเปล่า?

จะอ่านผ่านตา เห็นมันเป็นเรื่องสนุกๆเรื่องหนึ่งก็ได้ เพราะคงไม่ค่อยมีผู้หญิงคนไหน ใช้ชีวิตได้มีสีสันมากขนาดนี้...ชีวิต...ที่เหมือนกับนิยาย...

"อยากได้ลูกชาย..." คำพูดนี้หลุดมาจากปากป๊าซึ่งเป็นคนจีนเกิดในไทย เค้าคงไม่รู้สึกตัว ว่าตรงชั้นลอยมีเด็กผู้หญิงอายุห้าขวบนั่งฟังตาแป๋วอยู่

ไม่เคยรู้มาก่อน... เพราะถูกเลี้ยงดูมาแบบหญิงจ๋า กระโปรงลูกไม้ ผมยาว หมวกสีขาวลูกไม้ ก็เหมือนเด็กผู้หญิงทั่วไป ที่ตอนเด็กๆจะกลายเป็นตุ๊กตาให้แม่จับแต่งตัว

ไอ้เรามันก็ใสซื่อ ในเมื่อพ่อหวังไว้ ...ไม่เป็นไร...จะทำให้พ่อสมหวัง...

พอขึ้นชั้นประถม เริ่มทำตัวห้าว ผมที่เคยยาว ก็ตัดสั้น อยู่ในกลุ่มแก๊งค์ผู้ชายล้วน...

นั่นคือสภาพ...ที่แสดงให้คนภายนอกได้เห็น...

แต่เมื่อกลับบ้าน...ก็เหมือนพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ...เป็นเด็กเรียบร้อย ตั้งใจเรียนหนังสือที่พ่อสอน (จำได้ว่าแยกแฟกเตอร์เป็นตั้งแต่อยู่ประถมนี่แหละ)

ที่ต้องเป็นอย่างนั้น เพราะบรรยากาศที่บ้านมันค่อนข้างจะมาคุ (เหอๆๆ) ไม่ใช่ครอบครัวที่อบอุ่นเลยสักนิด พ่อแม่ทะเลาะกัน ไอ้เราก็ได้แต่นั่งดูตาปริบๆ ดีที่ยังไม่ถึงขั้นวางมวย ไม่งั้นอาจต้องลุกขึ้นมาเป็นกรรมการก็ได้

แล้วเวลาพ่อสอนหนังสือที...นรกชัดๆ...

ไม่มีการมาสอนทีละขั้นๆ เค้าจะบอกคำตอบไว้ให้ (สอนเลข) แล้วให้เราหาวิธีทำเอาเอง...แล้วยังมีการกำหนดเส้นตาย "ถ้าป๊าตื่นมาแล้วยังไม่เสร็จละก็..." ประโยคที่ละไว้ เป็นอันว่ารู้กัน...

หลายต่อหลายครั้งที่หาทางออกไม่ได้ อึดอัด กับการที่แสดงออกไม่ได้ เริ่มจะกลายเป็นคนเก็บกดแล้ว เวลาจับดินสอไม้ที่พ่อให้ใช้เวลาเรียนกับพ่อ ก็เริ่มไม่จับเฉยๆ เอาเล็บขูดๆๆ จนทะลุถึงไส้ใน...

ครั้งหนึ่ง แม่ไปเปิดสมุดภาพที่เราเอาไปซ่อนไว้ในตู้เสื้อผ้า ในนั้น มีแต่ภาพดินสอสีดำขีดวนๆๆเป็นวงกลม เหมือนกันหมดทุกหน้า ถ้าแม่เงี่ยหูฟังมันสักนิด คงจะได้ยินเสียงร้องที่ไม่มีใครได้ยินบ้าง...

แต่ก็เปล่า...

แม่กลับโมโหมาก เท่าที่จำได้ คือโดนตีจนไม้ปัดฝุ่นหักคามือ...

เพื่อจะคงความเป็นตัวเองเอาไว้ได้ เลยต้องระบายออกที่โรงเรียน ท่าทีก้าวร้าว เงียบขรึม ทั้งๆที่ยังอยู่ประถม กลับมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้ง ชกต่อย ครั้งแรก ตอนป.1

เหตุการณ์ชกต่อยครั้งนั้น ทำให้ความแตก แม่เริ่มรับรู้พฤติกรรมที่บิดเบี้ยวไปของลูกสาว เพราะตาเขียวปั้ดกลับบ้าน จะบอกว่าเดินชนประตู ก็คงจะโง่เกินไปแล้ว

แต่เรื่องแบบนี้...ไม่เคยบอกพ่อเลยสักครั้ง...


เยอะเกินแล้ว...ไว้ต่อคราวหน้านะ


edit @ 2005/11/03 11:09:19
edit @ 2005/11/03 11:10:07

2005/Nov/01

เกรดเป็นเพียงตัวอักษร...

แต่มันก็เป็นตัวอักษร...ที่สำคัญยิ่งกว่าชีวิต...


หลังจากขีดๆเขียนๆ ไร้สาระ มาหลายครั้ง เริ่มจะคิดได้ว่า บล็อค มันกำลังจะกลายเป็นไดอารี่ประจำวันไปแล้ว...

หลังจากใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยไปวันๆมาหลายปี... เริ่มคิดได้ ว่าเราต้องมองหาสาระให้กับชีวิตบ้างแล้ว...

มาคิดได้ตอนนี้ ก็อาจพูดได้ว่าสายไป... แต่การคิดได้ ก็ยังดีกว่าไม่ได้คิดเลย ไม่ใช่หรือ?

บางทีก็ต้องจริงจังบ้าง...บางทีก็ต้องตามน้ำบ้าง...

เรียนมหาวิทยาลัย ไม่ถือว่าเป็นเด็กแล้วหละ ถ้าไม่รู้จักปรับตัว ไม่รับผิดชอบในตัวเอง ผลที่ได้ ก็จะเป็นอย่างที่เห็นนั่นแหละ เกรดเป็นเพียงตัวอักษร แต่มันก็คือตัวอักษร...ที่สำคัญกว่าชีวิต...

รู้ดี ว่าถึงจะพูดแบบนี้ แต่คนเราเป็นสิ่งมีชีวิตที่แปลก ไม่เห็นโลงศพ ไม่หลั่งน้ำตา... คงต้องรอ ให้ได้สัมผัสกับคำว่าสาย...มนุษย์ ถึงจะรู้สึก



edit @ 2005/11/01 12:34:36